เมื่อวานได้ไปงานหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิติ์ ออกจากบ้านไปสถานีรถไฟตอน 7 โมงเช้า ไปถึงสถานีหัวลำโพงตอน 9 โมง แล้วก็ลงไปที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ตื่นเต้นมากๆ ทั้งได้เห็นสถานีหัวลำโพงและได้ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงศูนย์สิริกิติ์มีคนเยอะมาก ไปถึงงานก็ยังไม่เปิดก็ต้องนั่งรอ พอ 10 โมงก็เริ่มเดินดูหนังสือ แล้วรุ่งทิพย์กับพี่สาวก็มาสมทบอีกที ได้หนังสือมา 3 เล่ม คือ DA'VANCE ภาษาไทยและสังคมศึกษาและข้อสอบตรงนิติศาสตร์ พอบ่ายโมงก็ออกจากงานมาเดินเยาวราช ไชน่าทาวน์ และสำเพ็ง แต่เดินก็ไม่สนุกเพราะปวดขาและก็โดนรองเท้ากัดและที่สำคัญที่สุดได้ไปไหว้พระที่วัดมังกรกาลามาวาส แต่ก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น เมื่อเพื่อนอีกคนทำธูปหล่นใส่ผม ผมก็ไหม้นิดนึง และก็นั่งรถไฟกลับบ้านถึงบ้านตอน 5 โมงเย็น
วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ประสบการณ์ครั้งแรก...
เมื่อวานได้ไปงานหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิติ์ ออกจากบ้านไปสถานีรถไฟตอน 7 โมงเช้า ไปถึงสถานีหัวลำโพงตอน 9 โมง แล้วก็ลงไปที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ตื่นเต้นมากๆ ทั้งได้เห็นสถานีหัวลำโพงและได้ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงศูนย์สิริกิติ์มีคนเยอะมาก ไปถึงงานก็ยังไม่เปิดก็ต้องนั่งรอ พอ 10 โมงก็เริ่มเดินดูหนังสือ แล้วรุ่งทิพย์กับพี่สาวก็มาสมทบอีกที ได้หนังสือมา 3 เล่ม คือ DA'VANCE ภาษาไทยและสังคมศึกษาและข้อสอบตรงนิติศาสตร์ พอบ่ายโมงก็ออกจากงานมาเดินเยาวราช ไชน่าทาวน์ และสำเพ็ง แต่เดินก็ไม่สนุกเพราะปวดขาและก็โดนรองเท้ากัดและที่สำคัญที่สุดได้ไปไหว้พระที่วัดมังกรกาลามาวาส แต่ก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น เมื่อเพื่อนอีกคนทำธูปหล่นใส่ผม ผมก็ไหม้นิดนึง และก็นั่งรถไฟกลับบ้านถึงบ้านตอน 5 โมงเย็น
WINNIE THE POOH
During the first World War troops from Winnipeg (Manitoba, Canada) were being transported to eastern Canada, on their way overseas to Europe where they should join the 2nd Canadian Infantry Brigade. When the train stopped at White River, Ontario, a lieutenant called Harry Colebourn bought a small femaleblack bear cub for $20 from a hunter who had killed its mother. He named her 'Winnipeg', after his hometown of Winnipeg, or 'Winnie' for short.
Winnie became the mascot of the Brigade and went to Britain with the unit. When the Brigade was posted to the battlefields of France, Lt. Colebourn took Winnie to the London Zoo for a long loan. Formally Colebourn presented the London Zoo with Winnie in December 1919 where it became a popular attraction and lived until 1934.
The bear was also very popular by Christopher Robin, son of author A.A. Milne. It was his favorite at the z
oo, and he often spent time inside the cage with it. The bear was Christopher Robin's inspiration for calling his own teddy bear Winnie.... Winnie the Pooh (this teddy bear started out with the name of Edward Bear). The name of Pooh originally belonged to a swan, as can be seen in a poem from Milne's When We Were Very Young.
A.A. Milne started to write a series of books about Winnie the Pooh, his son Christopher Robin, and their friends at 100-Aker-Wood. These other characters, such as Eeyore, Piglet, Tigger, Kanga and Roo were also based on stuffed animals belonging to Christopher Robin. Other characters as Rabbit and Owl were based on animals that lived, just like the swan Pooh, in the surrounding area of Milne's country home Cotchford Farm in Ashdown Forest, Sussex, on which 100-Aker-wood was based.
'Winnie-the-Pooh' was published by Methuen on October 14th, 1926, the verses 'Now We are Six' in 1927, and 'The House at Pooh Corner' in1928. All these books were illustrated in a beautiful way by E.H. Shepard, which made the books even more magical. The Pooh-books became firm fav
ourites with old and young alike and have been translated into almost every known language. A conservative figure for the total sales of the four Methuen editions (including When We Were Very Young) up to the end of 1996 would be over 20 million copies. These figures do not include sales of the four books published by Dutton in Canada and the States, nor the foreign-language editions printed in more than 25 languages the world over!
The Pooh-books had also been favourites of Walt Disney's daughters and it inspired Disney to bring Pooh to film in 1966. In 1977 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', the first feature-length animated film of Pooh was released. In 1993, the Walt Disney Company acknowledged that Pooh Bear is second only to Mickey Mouse in their portfolio of the most-loved and trusted characters known to millions of people all the world over. By 1996, after the second release of 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', the Bear of Very Little Brain had proved to be more popular than any other Disney character. In 1997, thirty years after the release of 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', Disney released 'Pooh's Grand Adventure', picking up where Disney's 22nd Masterpiece left off.
The bear was also very popular by Christopher Robin, son of author A.A. Milne. It was his favorite at the z
oo, and he often spent time inside the cage with it. The bear was Christopher Robin's inspiration for calling his own teddy bear Winnie.... Winnie the Pooh (this teddy bear started out with the name of Edward Bear). The name of Pooh originally belonged to a swan, as can be seen in a poem from Milne's When We Were Very Young.A.A. Milne started to write a series of books about Winnie the Pooh, his son Christopher Robin, and their friends at 100-Aker-Wood. These other characters, such as Eeyore, Piglet, Tigger, Kanga and Roo were also based on stuffed animals belonging to Christopher Robin. Other characters as Rabbit and Owl were based on animals that lived, just like the swan Pooh, in the surrounding area of Milne's country home Cotchford Farm in Ashdown Forest, Sussex, on which 100-Aker-wood was based.
'Winnie-the-Pooh' was published by Methuen on October 14th, 1926, the verses 'Now We are Six' in 1927, and 'The House at Pooh Corner' in1928. All these books were illustrated in a beautiful way by E.H. Shepard, which made the books even more magical. The Pooh-books became firm fav
ourites with old and young alike and have been translated into almost every known language. A conservative figure for the total sales of the four Methuen editions (including When We Were Very Young) up to the end of 1996 would be over 20 million copies. These figures do not include sales of the four books published by Dutton in Canada and the States, nor the foreign-language editions printed in more than 25 languages the world over!The Pooh-books had also been favourites of Walt Disney's daughters and it inspired Disney to bring Pooh to film in 1966. In 1977 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', the first feature-length animated film of Pooh was released. In 1993, the Walt Disney Company acknowledged that Pooh Bear is second only to Mickey Mouse in their portfolio of the most-loved and trusted characters known to millions of people all the world over. By 1996, after the second release of 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', the Bear of Very Little Brain had proved to be more popular than any other Disney character. In 1997, thirty years after the release of 'the Many Adventures of Winnie the Pooh', Disney released 'Pooh's Grand Adventure', picking up where Disney's 22nd Masterpiece left off.
นมสดหนึ่งแก้ว
เมื่อหลายปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กชายเคลลี่ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เขาต้องหาเงินไปโรงเรียนเองด้วยการนำสิ่งของใส่กระเป๋าเดินไปขายตามบ้านที่อยู่ในเมืองใกล้เคียง วันหนึ่งเขาพบว่าเมื่อจ่ายค่ารถและค่าสินค้าแล้ว เขามีเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 10 เซ็นต์ เท่านั้น ขณะนั้นเขากำลังหิวมาก แต่เงินสดที่เขามีอยู่นั้นไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปขออาหารจากบ้านที่กำลังเดินไปถึง แต่เมื่อกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู เด็กชายเคลลี่ กับเกิดความละอายใจที่จะขออาหารเหมือนกับขอทาน เขาจึงขอเพียงน้ำเปล่าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตุเห็นท่าทางของเด็กชายเคลลี่ว่าคงจะกำลังหิว เธอจึงได้นำเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เคลลี่ดื่ม เด็กชายเคลลี่ดื่มนมอย่างกระหายจนหมดแก้วแล้วถามว่า "ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ" เจ้าของบ้านสาวตอบว่า "ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก แม่ของฉันสอนไม่ให้รับสิ่งตอบแทนจากการให้น้ำใจไมตรี" เคลลี่ซาบซึ้งใจมากและตอบว่า"ถ้าเช่นนั้น ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ" ขณะที่เด็กชายเคลลี่ได้เดินออกจากบ้านหลังนั้น เขาไม่เพียงแต่รู้สึกว่ามีกำลังแข็งแรงขึ้นจากนมสดแก้วโตเท่านั้น แต่เขาได้มีความเข้าใจในเรื่องของน้ำใจไมตรีเพิ่มขึ้นด้วย อีก30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่ง ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจ ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชียวชาญพิเศษด้านโรคหัวใจทำการรักษา เมื่อได้อ่านประวัติผู้ป่วยแล้ว..... แพทย์ผเชี่ยวชาญท่านนั้นได้สะดุดใจกับชื่อหมู่บ้านของผู้ป่วยคนนั้น จึงตั้งใจรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจอย่างพิเศษโดยใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่สุดและยาราคาแพงที่ดีสุด จนผู้ป่วยหายเป็นปกติพร้อมจะกลับบ้าน ผู้ป่วยมีความกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลคงจะมีราคาแพงหลายหมื่นดอลลาร์ ซึ่งเธอเข้าใจว่าคงจะต้องทำงานทั้งชีวิตกว่าเธอจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และยังไม่สามารถไปเบิกได้จากที่ไหนได้ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น ได้บอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี ให้นำใบเก็บเงินไปให้เขา แล้วหมอก็ใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัด แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเก็บเงินนั้นมีว่า "จ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว" ลงนาม นายแพทย์ โฮเวอร์ด เคลลี่
วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550
14 อาการ ที่บ่งบอกว่า คุณกำลังมี ความรัก
ความรัก หนอ ความรัก ยากนักที่คนไม่เคยมี คนรัก จะเข้าใจ … เรื่องน่าอ่าน วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 14 อาการ ที่บ่งบอกว่า คุณกำลังมี ความรัก มาฝาก เพื่อนๆ กันด้วย หากใครกำลังมีอาการแบบนี้ก็แสดงว่า กำลังมี ความรัก แน่ ๆ เลย 1. อยากเห็นหน้าไม่งั้นบ้าตาย
2. คิดถึง ... ตั้งแต่ตื่นนอน ... จนถึงเข้านอน ... หรือไม่ก็ฝันมันซะเลย ไม่เว้นแม้แต่เข้าห้องน้ำ
3. เห็นหน้าเขาคนนั้นทีไร หัวใจก็เต้นโครมครามโดยไม่มีเหตุผล
4. แอบมองเขาทั้งระยะใกล้และระยะไกล ไม่ให้เขารู้ตัว ไม่กล้าสบตา เดี๋ยวเขารู้
5. เกาะติดสถานการณ์ เห็นเขาอยู่ไหน พยายามพาตัวเข้าไปใกล้ใกล้
6. อยากรู้จัก อยากพูดคุย อยากได้ยินเสียง อยากยิ้มให้
7. โรแมนติกขึ้นมาหน้าตาเฉย มีการพับดาวใส่ขวด เขียนกลอน เพ้อรำพึงรำพัน
8. เห็นเขาเดินกับใคร คุยกับใคร หัวใจปั่นป่วนจวนจะระเบิด
9. หวั่นไหวไปกับเสียงเพลง และมิวสิควีดีโอ แอบยิ้มหวานคนเดียว
10. ห่วงใยความสวยของตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
11. สืบเสาะแสวงหาข้อมูลส่วนตัวของเขา เกิดวันไหน เรียนห้องไหน บ้านอยู่ไหน เบอร์โทรอะไร หาให้วุ่น
12. อยากรู้ว่าเขาชอบอะไร ดูหนังฟังเพลงแบบไหน อะไรนะที่เป็นของโปรด
13. เริ่มคิดหนักว่าเขามีใครเป็นหวานใจหรือยัง แล้วอย่างเรานี่สเป็กเขารึเปล่าเนี่ย เริ่มจินตนาการไปต่างต่างนานา
14. เริ่มบนบานศาลกล่าว ผ่านดวงดาว ลมหนาว ดวงจันทร์ ยันดวงอาทิตย์ ช่วยให้สมหวังทีเท๊อะ
2. คิดถึง ... ตั้งแต่ตื่นนอน ... จนถึงเข้านอน ... หรือไม่ก็ฝันมันซะเลย ไม่เว้นแม้แต่เข้าห้องน้ำ
3. เห็นหน้าเขาคนนั้นทีไร หัวใจก็เต้นโครมครามโดยไม่มีเหตุผล
4. แอบมองเขาทั้งระยะใกล้และระยะไกล ไม่ให้เขารู้ตัว ไม่กล้าสบตา เดี๋ยวเขารู้
5. เกาะติดสถานการณ์ เห็นเขาอยู่ไหน พยายามพาตัวเข้าไปใกล้ใกล้
6. อยากรู้จัก อยากพูดคุย อยากได้ยินเสียง อยากยิ้มให้
7. โรแมนติกขึ้นมาหน้าตาเฉย มีการพับดาวใส่ขวด เขียนกลอน เพ้อรำพึงรำพัน
8. เห็นเขาเดินกับใคร คุยกับใคร หัวใจปั่นป่วนจวนจะระเบิด
9. หวั่นไหวไปกับเสียงเพลง และมิวสิควีดีโอ แอบยิ้มหวานคนเดียว
10. ห่วงใยความสวยของตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
11. สืบเสาะแสวงหาข้อมูลส่วนตัวของเขา เกิดวันไหน เรียนห้องไหน บ้านอยู่ไหน เบอร์โทรอะไร หาให้วุ่น
12. อยากรู้ว่าเขาชอบอะไร ดูหนังฟังเพลงแบบไหน อะไรนะที่เป็นของโปรด
13. เริ่มคิดหนักว่าเขามีใครเป็นหวานใจหรือยัง แล้วอย่างเรานี่สเป็กเขารึเปล่าเนี่ย เริ่มจินตนาการไปต่างต่างนานา
14. เริ่มบนบานศาลกล่าว ผ่านดวงดาว ลมหนาว ดวงจันทร์ ยันดวงอาทิตย์ ช่วยให้สมหวังทีเท๊อะ
หากคุณถูกรุมเร้าด้วยอาการเหล่านี้ เพียงแค่ 5 ข้อ ก็เข้าข่ายให้รู้ตัวไว้นะ ว่ามันชัวร์ (ไม่มั่วนิ่ม) แต่ถ้าอ่านแล้ว ปรากฏว่าถูกทุกข้อ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป มันใช่ มันโดน มันถูกเผง ... ยังนี้แหละที่เขาเรียกว่า รักกกกกก ...
เมื่อฉัน …ไม่มีค่า ในสายตาเธอ

เมื่อไม่อาจเป็นคนเดิม ที่สำคัญ
เมื่อสายตาคู่นั้น . . . ไร้ความห่วงหา
ฉันก็ยินดี . . . ลิ้มรสหยดน้ำตา
และจะกล้าลืมเธอในสักวัน
แล้วฉัน . . . จะเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า
ไม่ต้องแขวนชีวิตไว้กับแววตาคู่นั้น
ไม่ต้องแคร์ว่า . . . เธอจะมองใครเป็นคนสำคัญ
ไม่ต้องร้าวหวั่นเมื่อเธอเฉยชา
แล้ววันหนึ่ง. . .
จะแสดงให้เธอเห็นว่า . . .
ค่าของคนที่ถูกเธอบอกลา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ . . . คนไม่มีค่า อย่างเธอ
ขอโอกาส . . . ให้หยดน้ำตาใส
ได้รินไหล . . . ล้างความเหว่ว้า
ชะล้างความเจ็บในดวงตา
ลบรอยไหวพร่าไปจากใจ . . .
แล้ววันหนึ่ง . . . จะก้าวสู่มิตรภาพ
แล้ววันหนึ่ง . . . รอยยิ้มจะไม่ฉาบกั้นความหวั่นไหว
แล้ววันหนึ่ง . . . รอยน้ำตาจะจางไป
แล้ววันหนึ่ง . . . หัวใจต้องลืมเธอ
วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550
อิ่มบุญญญ...จัง
วันนี้เป็นวันที่ 20 ตุลาคม นักเรียนได้มาร่วมพิธีสำคัญ คือ วันพระพันปีหลวง งานเริ่มตอน 7 โมงครึ่ง ได้ฟังพระให้โอวาท และมีการมอบทุนการศึกษา ห้องเราได้คนเดียว คือ ปฐมรัตน์ วันนี้เพื่อนๆมากันครบเลยได้นั่งคุยกันด้วย(บาปเปล่าไม่รู้) วันนี้ไปก่อนนะ เดี๋ยววันที่ 25 ไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์ จะมาเล่าบรรยากาศให้ฟัง
บ๊าย...บายนะ คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเลย
บ๊าย...บายนะ คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเลย
How to Love someone

การที่จะรักใครสักคน...ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่าทำไมจึงไปรักได้ แต่ให้รู้ไว้ว่าทุกวันนี้รัก และต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ต้องสนว่าหนทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน แต่ควรนึกขอบคุณโชคชะตาที่สร้างให้มีอุปสรรค เพื่อให้ทั้งสองได้ร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่าทำอะไรเพื่อเราบ้าง แต่ให้มานั่งถามตัวเองดูว่าวันนี้ทำอะไรเพื่อคนที่รักแล้วหรือยัง
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ต้องไปมัวระแวงว่าจะไปมีใครอื่นนอกเหนือจากเรา แต่ควรระวังใจของตัวเองให้เข้มแข็งพอที่จะไม่รับใครเข้ามาในใจอีก
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ต้องไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตว่าเคยมีใครยังไง แต่ให้คิดไว้ว่าทุกวันนี้มีเขาและเราอยู่ด้วยกัน...อดีต..ถึงอย่างไรก็คืออดีต
การที่จะรักใครสักคน...เมื่อทะเลาะกัน คำว่าแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ จึงยอมให้เป็นฝ่ายชนะเสมอ ถ้าทำให้สบายใจ
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเขา แต่ควรพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเขาจะดีกว่า
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ควรหูเบา เพราะอาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนที่รักได้
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ใช่การสัมผัสกันด้วยร่างกาย แต่เป็นการสัมผัสกันด้วยหัวใจต่างหาก
การที่จะรักใครสักคน...ไม่จำเป็นต้องบอกรักกันทุกวัน เพราะการที่คอยห่วงใยกันอยู่เสมอๆ สามารถทดแทนคำว่ารักได้ดีแม้สักล้านคำ
การที่จะรักใครสักคน...ไม่เกี่ยวกับสิ่งของนอกกายใดๆ เลย เพราะความรักไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน หรือแลกมาได้ด้วยทรัพย์สิน
การที่จะรักใครสักคน...ไม่ต้องคอยนับว่ามีข้อเสียมากมายสักกี่ข้อ เพราะข้อดีก็มีมากพอที่จะทำให้ลืมข้อเสียทั้งหมดได้
การที่จะรักใครสักคน....ไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา แค่มีอยู่ในใจทุกนาทีก็พอ
การที่จะรักใครสักคน...เมื่อเห็นเสียใจ ไม่ต้องรอจนกระทั่งเสียน้ำตา แล้วค่อยเข้าไปปลอบใจ แต่ควรรีบเข้าไปแบ่งเบาความทุกข์เสียตั้งแต่เมื่อเห็นเงียบๆ ซึมๆ ไปเพราะหากปล่อยไว้จนสายเกินผลสุดท้ายแล้ว คนที่จะเสียใจที่สุดเมื่อรู้ตัวก็คือตัวเราเอง
การที่จะรักใครสักคน...อย่ารอที่จะบอกรัก ให้รีบบอกคนที่รักซะก่อนที่จะไม่มีคนนั้นให้บอกอีกต่อไป
การที่จะรักใครสักคน...แม้ว่าอาจทำให้ตาบอด แต่ก็ทำให้ได้รับรู้ และเข้าใจว่าความสุขจากการที่ได้รักใครสักคนมันมีมากมายแค่ไหน
การที่จะรักใครสักคน...จงเชื่อมั่นในตัวเขาให้มากๆ
การที่จะรักใครสักคน...ง่ายยิ่งกว่าการพยายามลบออกไปจากหัวใจ...ความรัก สอนให้ได้เรียนรู้หลายๆ สิ่ง ความรักเป็นบทเรียนดีๆ ที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองความรักทำให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ความรักทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ
นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้...จากการที่ได้....รัก....ใครสักคน...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)